Tuesday, 27 February 2024
ECONBIZ

กระทรวงพลังงาน จับมือ ปตท. ร่วมเป็นเจ้าภาพงาน Future Energy Asia 2023 ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมพลังงาน และยานยนต์ ระดับภูมิภาคเอเชีย

ดร.วีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีเปิดนิทรรศการและการประชุมสุดยอดด้านการเปลี่ยนแปลงทางพลังงานระดับภูมิภาค Future Energy Asia 2023 โดยมีนายประสงค์ อินทรหนองไผ่ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารกลยุทธ์กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ร่วมกล่าวปาฐกถาเรื่องการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน (Energy Transition) คาดการณ์สัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตาม กลุ่ม ปตท. ได้ปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจเตรียมพร้อมรับความท้าทาย ตามวิสัยทัศน์ “Powering Life with Future Energy and Beyond” มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนการดำเนินงาน สู่การดำเนินธุรกิจพลังงานแห่งอนาคต อาทิ การลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงาน ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า และธุรกิจไฮโดรเจน รวมถึงเร่งการดำเนินงานในธุรกิจ LNG ที่จะมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานอีกด้วย

‘ปตท.’ มุ่งต่อยอด ‘ขยะ’ สู่วัสดุทดแทนที่มีคุณค่า เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม - สอดคล้อง BCG Model

ปตท. มุ่งพัฒนาศักยภาพ 'ขยะ' ต่อยอดเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า ร่วมขับเคลื่อนนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจ 3 มิติ (BCG Model) ของประเทศไทย

จากวัสดุเหลือทิ้ง หรือ ‘ขยะ’ ที่ถูกมองข้าม ปตท. โดยทีมนักวิจัย จากสถาบันนวัตกรรม และ บริษัท เอช จี เนกซ์ จำกัด จับมือร่วมพัฒนาต่อยอดจนได้ทางออกที่สมบูรณ์ให้กับผู้ที่อยากเปลี่ยนขยะให้กลายเป็นทรัพยากรทดแทนที่มีคุณค่า เติมเต็มช่องว่างของการค้นหาทรัพยากรใหม่ ๆ ที่มีอยู่อย่างจำกัดในปัจจุบัน

เมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จัดพิธีเปิดงานนิทรรศการ ‘Waste is MORE’ โดยมี นายเชิดชัย บุญชูช่วย รองกรรมการผู้จัดการใหญ่นวัตกรรมและธุรกิจใหม่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นประธานในพิธีเปิดงานนิทรรศการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งเน้นให้เห็นถึงมิติของเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ผ่านการพัฒนาศักยภาพของ ‘ขยะ’ ที่ถูกมองว่าไร้ค่า ให้กลายเป็นวัสดุทดแทนที่ ‘ไม่ไร้ค่า’ อีกต่อไป โดย ปตท. พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันศักยภาพของนวัตกรรมการวิจัย และการออกแบบของคนไทย ให้เติบโตไปแข่งขันในเวทีระดับโลก ทั้งยังคำนึงถึงความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืน

ปตท. ร่วมแก้วิกฤตฝุ่น PM 2.5 หนุนพนักงาน Work from Home

เมื่อวันที่ 3 ก.พ.66 นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.)  กล่าวว่า จากสถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่มีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศที่นิ่งและปิด ทำให้ฝุ่นละอองสะสมตัวมากขึ้น และส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนในวงกว้าง ปตท. ในฐานะบริษัทพลังงานของคนไทย เราตระหนักถึงปัญหาจึงมีนโยบายให้พนักงานที่ปฏิบัติงานอยู่ในกรุงเทพมหานคร, ปทุมธานี, นครราชสีมา, พระนครศรีอยุธยา, ระยอง, ราชบุรี และขอนแก่น ปฏิบัติงานในที่พัก (Work from Home) ระหว่างวันที่ 3 – 5 กุมภาพันธ์ 2566 เพื่อร่วมลดผลกระทบที่เกิดจากการสัญจร

ทั้งนี้ ปตท. ยึดมั่นดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการดูแลสังคม ชุมชม และสิ่งแวดล้อม พร้อมตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2593 (ค.ศ. 2050) ซึ่งเร็วกว่าที่ประเทศกำหนด ด้วยกลยุทธ์เชิงรุก 'ปรับ เปลี่ยน ปลูก' ปรับกระบวนการผลิต ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการให้ได้สูงสุด เปลี่ยนสู่ธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มสัดส่วนการลงทุนโดยมุ่งธุรกิจพลังงานสะอาด อาทิ พลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน และธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจร ปลูกป่าเพิ่ม 2 ล้านไร่ โดย ปตท. เป็นแกนหลักในการปลูก 1 ล้านไร่ ภายในปี 2573 (ค.ศ. 2030) และกลุ่ม ปตท. อีก 1 ล้านไร่ เพื่อเพิ่มปริมาณการดูดซับก๊าซเรือนกระจกจากชั้นบรรยากาศด้วยวิธีทางธรรมชาติ

ปตท. พร้อมดำเนินการในทุกมิติเพื่อเป็นส่วนหนี่งในการช่วยลดปริมาณฝุ่นละออง PM 2.5 ที่ทุกคนกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ และจะอยู่เคียงข้างคนไทยเพื่อสร้างคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่ดีอย่างมั่นคงและยั่งยืน

กลุ่ม ปตท. ดันเทคโนโลยีดิจิทัล หนุน ศก.สร้างสรรค์ ช่วยขับเคลื่อนเสน่ห์ Soft Power ไทยสู่เวทีสากล

กลุ่ม ปตท. ร่วมขับเคลื่อน Soft Power ไทย ดันเทคโนโลยีดิจิทัลหนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พร้อมส่งออกคอนเทนต์ไทยคุณภาพสู่เวทีสากล จับมือพันธมิตรต่อยอดต้นทุนวัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย สนับสนุน ‘ระบบนิเวศสร้างสรรค์’ ผ่านอุตสาหกรรมคอนเทนต์ มุ่งพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้ได้มาตรฐานสากล รองรับการผลิตคอนเทนต์ไทยสู่ตลาดโลก เพื่อพัฒนารายได้และคุณภาพชีวิตคนไทย ยกระดับเศรษฐกิจประเทศให้เติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน

เมื่อวันที่ 3 ก.พ.66 นายเชิดชัย บุญชูช่วย รองกรรมการผู้จัดการใหญ่นวัตกรรมและธุรกิจใหม่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปัจจุบัน ซอฟท์พาวเวอร์ (Soft Power) เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการแพร่ขยายอิทธิพลทางค่านิยม หรือ วัฒนธรรม ที่นานาประเทศผลักดันให้เป็นกลยุทธ์ในการเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy)

ปตท. เล็งเห็นถึงโอกาสของการต่อยอดแนวคิดดังกล่าว เพื่อรุกเข้าสู่ธุรกิจใหม่ที่ไกลกว่าพลังงานให้พร้อมรับการแข่งขันบนเวทีโลก ด้วยวิสัยทัศน์ “Powering Life with Future Energy and Beyond” จึงจัดตั้งโครงการ Soft Power for Better Thailand ขึ้น เพื่อนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยยกระดับการพัฒนาซอฟท์พาวเวอร์ไทย หรือ 'เสน่ห์ไทย' ที่เกิดจากวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีปฏิบัติอันเป็นภูมิปัญญาของประเทศไทย ที่อยู่ในความสนใจของชาวต่างชาติ ซึ่งนอกจากจะเป็นการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้กลับเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยแล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสทางธุรกิจที่จะสามารถดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนเพื่อขยายฐานอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Industry) ในประเทศไทย ที่จะช่วยสนับสนุนนโยบายภาครัฐในการกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย หลังสถานการณ์โรคติดเชื้อ COVID-19 ที่แพร่ระบาดไปทั่วโลกได้อีกทางหนึ่งด้วย

“ปตท. จับมือพันธมิตรภาคส่วนต่างๆ ทั้งจาก บริษัท เอไอ แอนด์ โรโบติกส์ เวนเจอร์ส จำกัด (ARV) บริษัทในกลุ่ม ปตท. ที่มีธุรกิจเกี่ยวข้องกับการพัฒนาเทคโนโลยีด้านซอฟท์พาวเวอร์ ผ่านการนำเทคโนโลยีมาช่วยยกระดับการสร้างสรรค์คอนเทนต์ไทย ภายใต้แนวคิด TECH CREATE FUN คือ การนำเทคโนโลยี (TECH) เช่น Virtual Reality, Augmented Reality, Drone และ Metaverse เป็นต้น มาเสริมศักยภาพในการสร้างสรรค์ผลงาน (CREATE) เช่น ภาพยนตร์ ดิจิทัลคอนเทนต์ หรือ งานศิลปะ เพื่อให้ทั้งผู้สร้างสรรค์ผลงานและผู้ชมได้สัมผัสประสบการณ์ที่ดีขึ้น (FUN) รวมไปถึงยังมีความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ ในการจัดกิจกรรมเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาซอฟท์พาวเวอร์ไทย ด้วยการพัฒนาอุตสาหกรรมคอนเทนต์ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ทั้งการพัฒนาทักษะบุคลากร การสนับสนุนด้านทรัพยากรและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง โดยมียุทธศาสตร์สำคัญในการดำเนินงาน 3 ด้าน ได้แก่...

ปตท. หนุนกิจกรรม ‘เดิน-วิ่ง OLYMPIC DAY 2023’ กระตุ้นคนไทยรักสุขภาพ - กระจายรายได้สู่ภูมิภาค

ปตท. ส่งเสริมสุขภาพคนไทย พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจ สนับสนุนกิจกรรมเดิน-วิ่ง OLYMPIC DAY 2023 ใน 4 จังหวัด

(2 ก.พ. 66) นางกนกพร รอดรุ่งเรือง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารชื่อเสียงองค์กรและกิจการเพื่อสังคม บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ร่วมงานแถลงข่าวพร้อมสนับสนุนการจัดกิจกรรม ‘เดิน - วิ่ง OLYMPIC 2023’ ซึ่งจัดโดยคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยมี นายพิชัย ชุณหวชิระ รองประธานกรรมการ โอลิมปิกแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประธานอนุกรรมการฝ่ายกีฬาเพื่อมวลชนและสิ่งแวดล้อม ประธานจัดการแข่งขัน เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นให้ประชาชนหันมาออกกำลังกายเพื่อรักษาสุขภาพ

'สามข้าวแฟคตอรี่ เกษตรอินทรีย์ ไทยแลนด์' แลนด์มาร์กแห่งใหม่ เมืองอุดรฯ

นักธุรกิจหนุ่มอุดรไฟแรง เนรมิตพื้นที่ป่า กว่า 50 ไร่ ให้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ แหล่งท่องเที่ยว เกษตรอินทรีย์ ภายใต้ 'สามข้าวแอรี่ เกษตรอินทรีย์ ไทยแลนด์' ของเก่าหาดูยาก ทั้งไม้หมอนรถไฟ ยุค ร.5 หินแกรนิตอายุ 5,000 ปี ขี่ช้างชมป่า สวนสัตว์ ปลาช่อนอเมซอน น้ำหนักกว่า 300 กก. มีที่นี่ที่เดียว!

เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บนพื้นที่ป่าที่ตั้งอยู่เลขที่ 222 หมู่ 7 บ้านหนองตะไก้ ตำบลหนองไผ่ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี กว่า 50 ไร่ ที่แห่งนี้ถูกตกแต่งผ่านสถาปัตยกรรมในการนำไม้เก่ามาตกแต่งให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่มีชื่อว่า 'สามข้าวแฟคตอรี่ เกษตรอินทรีย์ ไทยแลนด์' โดดเด่นไม่เหมือนใคร นอกจากจะมีการสะสมของทางร้าน รวมถึงของเก่าแก่ที่หาดูได้ยาก พร้อมร้านค้า ร้านอาหาร คาเฟ่ ให้ได้นั่งพักชิล ๆ ไปกับบรรยากาศได้แบบเต็มที่ เหมือนเที่ยวชมเมืองเก่า ในบรรยากาศสบาย ๆ และถ่ายรูปเช็กอินได้อย่างสนุกสนาน

อีกทั้งยังมีสะพานไม้หมอนรถไฟที่มีความยาวที่สุดในโลก ในสมัยยุครัชกาลที่ 5 มากกว่า 3,000 ท่อน ที่นำมาประดับตกแต่งย้อนยุคมีอายุกว่า 100 ปี ก้อนหินที่มีอายุราว 5,000 ปี ในรูปแบบ 'สโตนเฮนจ์' นำมาวางเรียงตกแต่งสวยงามงามได้อย่างลงตัว หินบางก้อนถูกตั้งขึ้น บางก้อนก็ถูกวางนอนลง โดยทับซ้อนกับหินก้อนอื่น ๆ ในลักษณะคล้าย ๆ สิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคกลาง มีอายุมานานนับหลายพันปีที่เกิดขึ้นในตอนใต้ของประเทศอังกฤษ

หรือจะนั่งชิงช้าชมวิวทิวทัศน์ในมุมสูง ดื่มด่ำไปกับท่ามกลางธรรมชาติประดับประดาตกแต่งด้วยจอหนังกลางแปลง ย้อนกลับไปในยุคอดีตที่ผ่านมา พร้อมร้านอาหาร คาเฟ่ชื่อดัง ได้ยกมาอยู่ที่นี่เช่นกัน อาทิ สเต็กหมีใหญ่ ก๋วยเตี๋ยวไก่แม่นิยม ส้มตำมั่ว ในส่วนภาคกลางคืน ก็สามารถจะนั่งชิล ๆ ในรูปแบบแคป์ปิ้ง นั่งรับประทานหมูกะทะในบรรยากาศที่เย็นสบาย และนั่งชมหนังกลางแปลงไปพร้อม ๆ กัน

พร้อมทั้งยกสวนสัตว์มาไว้ที่นี่อีกด้วย ร่วมสนุกสนานกับการให้อาหารสัตว์ ถ่ายภาพกับสัตว์นานาชนิด ม้า แพะ นกกระจอกเทศ กวาง และปลาช่อนอเมซอน ที่มีน้ำหนักกว่า 300 กก. มีน้ำหนักหนักสุดในภาคอีสาน

ที่นี่ถือเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ และแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของ จ.อุดรธานี ซึ่งถือได้ว่ามีความเชื่อมโยงกับสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ อาทิ ทะเลบัวแดง คำชะโนด แหล่งมรดกโลกบ้านเชียง เพราะที่นี่คือแหล่งเที่ยวที่ผสมผสานในความย้อนยุคจากอดีตจนถึงปัจจุบัน และเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญของเด็กเยาวชน

มะม่วงเบาราคาพุ่ง กก. 60 บาท ชาวสวน เผย ออเดอร์เข้าไม่หยุด ขายได้ทั้งผลและกิ่งพันธุ์

เปิดสวน "มะม่วงเบาสหัสขันธ์" ราคาพุ่ง กก. 60 บาท เจ้าของสวนยิ้ม เก็บส่งตลาดวันละ 800-1,000 กก. เผยปีนี้อากาศดี น้ำท่าสมบูรณ์ ใช้น้ำจากโคกหนองนาบำรุงต้น ดอก ผล คาดได้ผลผลิต 4 รุ่น พร้อมส่งขายตลอดปี ขายผลหมดก็ขายกิ่งพันธุ์ต่อ

วันที่ 27 มกราคม 2566 ที่สวนมะม่วงเบาไดโนเสาร์สหัสขันธ์ ของเกษตรกร นางนิตยา กัณหาชาติ เจ้าของสวนมะม่วงเบา 30 ไร่ บ้านโพนสวาง ตำบลนามะเขือ อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ นางสาวแววตา นระทัด นายอำเภอสหัสขันธ์ ได้นำหัวหน้าส่วนราชการ ประกอบด้วย นายไสว สิมคร เกษตรอำเภอสหัสขันธ์ นางศุภวรรณ พงษ์นุ่มกุล พัฒนาการอำเภอสหัสขันธ์ ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวฯ อำเภอสหัสขันธ์ ออกเยี่ยมให้กำลังใจเกษตรกร และชมบรรยากาศในสวนมะม่วงเบา ซึ่งมีบรรดาพ่อค้าจากต่างจังหวัด และในพื้นที่มาติดต่อซื้อ รับผลผลิตอย่างไม่ขาดสาย

นางสาวแววตา กล่าวว่า นอกเหนือจากเป็นสวนมะม่วงเบาที่มีคุณภาพและสร้างรายได้แล้ว สวนแห่งนี้ในอนาคต จะเป็นแหล่งเรียนรู้ทั้งการปลูกพืชสวน และพื้นที่โคกหนองนาที่ประสบความสำเร็จ โดยได้มอบให้สำนักงานเกษตรอำเภอสหัสขันธ์ และสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอสหัสขันธ์จัดการพื้นที่รวมถึงข้อมูล หลักสูตรในการพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ และที่สำคัญสวนมะม่วงแห่งนี้ จะเป็นจุดเช็กอินของดีสหัสขันธ์อีกแห่งหนึ่ง เชื่อมโยงกับเส้นทางท่องเที่ยว ที่มีทั้งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ศาสนา พุทธสถาน ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และท่องเที่ยวเชิงเกษตร

"อยากเชิญชวนทุก ๆ ท่านมาลองชิมมะม่วงเบาสหัสขันธ์ ตอนนี้สามารถสั่งได้ทางเพจของการท่องเที่ยวอำเภอสหัสขันธ์ ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลการขายทางออนไลน์เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร หรือสามารถติดต่อทางสวนได้โดยตรง ที่เบอร์โทรศัพท์คุณนิตยา กัณหาชาติ 087-999-9230 หรือถ้าอยากมาที่สวน ก็สามารถติดต่อประสานงานหรือสอบถามเส้นทางได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอสหัสขันธ์ และสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอสหัสขันธ์ได้"

'เกษตรโคราช' ปลื้ม! กรมปศุสัตว์ให้การสนับสนุน ธุรกิจเลี้ยงโคเนื้อปราณีต โกยรายได้นับล้านต่อปี!!

(นครราชสีมา) สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่ครบุรี โคราช ได้รับการสนับสนุนจากกรมปศุสัตว์รายละ 2.5 แสนบาท เลี้ยงโคเนื้อแบบปราณีต โครงการ 7 ปี มีโคเนื้อคุณภาพดีกว่า 90 ตัว สร้างรายได้ปีละหลายแสนบาทต่อราย บางรายมีรายได้หลักล้าน ยังผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากมูลสัตว์แพ็กถุงส่งขายให้กับร้านขายไม้ประดับด้วย

วันที่ 26 ม.ค. 2566 นายบัญชา ชุติมันตานนท์ ปศุสัตว์อำเภอครบุรี นำทีมเจ้าหน้าที่สำนักงานปศุสัตว์เขต 3 ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมติดตามกลุ่มวิสาหกิจชุมชนพืชอาหารสัตว์และเลี้ยงสัตว์ ตำบลสระว่านพระยา อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา ที่เข้าร่วมโครงการโคเนื้อสร้างอาชีพ ระยะที่ 2 ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 9 ราย

โดยสมาชิกทั้ง 9 รายได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากทางกรมปศุสัตว์ เพื่อดำเนินการเลี้ยงโคเนื้อคุณภาพรายละ 250,000 บาท โดยผลการดำเนินการของกลุ่มเกษตรกรฯ ดังกล่าวเดินหน้าเข้าสู่ปีที่ 4 แล้ว จากระยะเวลาโครงการทั้งหมด 7 ปี เกษตรกรทั้งกลุ่มได้เลี้ยงโคเนื้อแบบปราณีต เพื่อจำหน่ายโคเนื้อคุณภาพไปแล้วกว่า 100 ตัว จากเดิมที่เริ่มต้นโครงการที่มีโคเนื้อเพียง 45 ตัว สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรกว่า 2.5 ล้านบาท ปัจจุบันกลุ่มเกษตรกรฯ กลุ่มนี้ยังมีโคเนื้อคุณภาพดีที่ยังเลี้ยงอยู่กว่า 90 ตัว และมีการดำเนินการเพาะขยายพันธุ์เพื่อสร้างโคเนื้อคุณภาพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วย

ขณะเดียวกันทางกลุ่มฯ ยังมีรายได้เพิ่มจากการผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากมูลสัตว์ โดยแพ็กถุงส่งจำหน่ายให้กับร้านขายไม้ประดับอีกด้วย ทำให้เกษตรกรกลุ่มนี้มีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นอย่างมาก

ร้านตัดเย็บเสื้อผ้าต้นตำรับชุดภูไทขายดี ออเดอร์พุ่งจัดส่งทั่วประเทศ

(กาฬสินธุ์) วันที่ 26 มกราคม 2566 ร้านตัดเย็บเสื้อภูไทต้นตำรับดั้งเดิมในกาฬสินธุ์ เร่งมือแปรรูปผืนผ้าไทย โดยเฉพาะผ้าไหมแพรวาเป็นเสื้อภูไท และประดับลายบนตัวเสื้อด้วยการปักมือ หลังมีออเดอร์เข้าต่อเนื่อง ขณะเดียวกันเพิ่มปริมาณการผลิตนำส่งลูกค้าทั่วประเทศ โดยหลังผ่านพ้นสถานการณ์โควิด-19 หลายจังหวัดจัดงานเทศกาลประจำปีมีผลต่อยอดสั่งตัดชุดเสื้อผ้า

จากการติดตามบรรยากาศการประกอบอาชีพของผู้ประกอบการเกี่ยวกับการผลิตและแปรรูปผ้าไทยประเภทต่าง ๆ พบว่าที่ห้องเสื้อจิตรา บ้านใหม่ชัยมงคล ตำบลโพน อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นต้นตำรับการตัดเย็บเสื้อภูไทในจังหวัดกาฬสินธุ์ บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก แรงงานซึ่งเป็นช่างฝีมือดีจำนวน 15 คนกำลังเร่งตัดเย็บและปักมือ เพื่อให้เสร็จทันต่อความต้องการของลูกค้า รวมทั้งยังมีในส่วนของการเพิ่มปริมาณการผลิตหลังมีออเดอร์เข้ามาเป็นจำนวนมาก

โดยเฉพาะช่วงนี้ที่ถือเป็นหน้าเทศกาล การจัดงานประจำปีของหลายภาคส่วน ทั้งในระดับพื้นที่และระดับประเทศ หลังเปิดประเทศและผ่อนคลายจากสถานการณ์โควิด-19

นางจิตรา เวียนเตียง อายุ 53 ปี เจ้าของห้องเสื้อจิตรา อ.คำม่วง เล่าว่า พื้นฐานเดิมตนเป็นชาว ต.โพน อ.คำม่วง เคยไปศึกษาวิชาชีพด้านการตัดเย็บเสื้อผ้าจากสถาบันชั้นนำระดับประเทศ ก่อนนำประสบการณ์มาเปิดห้องเสื้อจิตราที่บ้านเกิดในปี 2537 ซึ่งเป็นช่วงที่ผ้าไหมแพรวาบ้านโพนกำลังบูมเต็มที่ ประกอบกับกระแสความนิยมด้านการนำผ้าไทยมาประยุกต์ โดยตัดเย็บเป็นเสื้อภูไท จึงมีลูกค้าทั้งในพื้นที่ และต่างจังหวัดเข้ามาอุดหนุนจำนวนมาก

ซึ่งห้องเสื้อจิตราที่เคยตัดเย็บเสื้อ และกางเกง สำหรับสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีทั่วไป ก็กลายมาเป็นร้านตัดเสื้อภูไท และกลายเป็นอัตลักษณ์เฉพาะของห้องเสื้อจิตรา ที่มีลูกค้ามาสั่งให้ตัดเย็บเสื้อภูไทอย่างต่อเนื่อง และขยายกลุ่มเป้าหมายทุกเพศ ทุกวัยกว้างขวางมากขึ้น

จ.บุรีรัมย์เปิดศูนย์รวมจำหน่ายสินค้าโอทอป และสุดยอดของดีแห่งใหม่ กระตุ้นรายได้ชุมชน

(บุรีรัมย์) จังหวัดบุรีรัมย์จับมือภาคเอกชนเปิดร้านประชารัฐ-รักสามัคคี เป็นศูนย์รวมจำหน่ายผลิตภัณฑ์โอทอปและของดีขึ้นชื่อของจังหวัดแห่งใหม่ รองรับเมืองกีฬามาตรฐานระดับโลกและเมืองท่องเที่ยว ทั้งเพิ่มช่องทางระบายสินค้ากระตุ้นรายได้ให้กลุ่มผู้ผลิตในชุมชน

วันนี้ (25 ม.ค. 2566) จังหวัดบุรีรัมย์ร่วมกับภาคเอกชนเปิดร้านประชารัฐ-รักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (BoB Shop The Best Of Buriram) ใกล้กับพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 1 ให้เป็นศูนย์รวมจำหน่ายผลิตภัณฑ์โอทอปและของดีขึ้นชื่อของจังหวัดบุรีรัมย์แห่งใหม่ เพื่อรองรับเมืองกีฬามาตรฐานระดับโลกและเมืองท่องเที่ยว ให้นักท่องเที่ยวที่มาเยือนบุรีรัมย์ ได้มีแหล่งเลือกซื้อของฝากที่มีคุณภาพมาตรฐานและหลากหลาย ทั้งยังเป็นการเพิ่มช่องทางการระบายสินค้า กระตุ้นรายได้ให้กลุ่มผู้ผลิตในชุมชน

โดยสินค้าที่นำมาจำหน่ายในร้านประชารัฐฯ ดังกล่าว จะเน้นคัดสรรผลิตภัณฑ์โอทอปที่ผ่านการรับรองมาตรฐานระดับ 4-5 ดาว รวมถึงสินค้าและอาหารที่ขึ้นชื่อได้รับรางวัลการประกวดระดับจังหวัดมาแล้วด้วย โดยร้านจะเปิดทุกวันอังคาร-วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 10.00-19.00 น. แต่หากเป็นช่วงเทศกาลจะขยายเวลาเปิดเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว

แม่ค้าโคราชยิ้ม อากาศหนาวจนไส้กรอกรถเข็นขายดี ทำแทบไม่ทัน เผย ขายได้วันละ 2,500 บาท เดือนนึงได้เหยียบแสน!!

(นครราชสีมา) วันที่ 24 มกราคม 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงที่สภาพอากาศกำลังหนาวเย็นในช่วงนี้ ทำให้อาหารร้อน ๆ ได้รับความนิยมและขายดีเป็นพิเศษ

อย่างเช่นร้านไส้กรอกแม่นางใหญ่ของ นายอุดม ต่างตอน อายุ 40 ปี ซึ่งเปิดร้านรถเข็นขายไส้กรอกอยู่ริมสวนสาธารณะเทศบาลตำบลแชะ อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา โดยทางร้านจะตั้งเตาย่างไส้กรอกแบบสด ๆ ขายให้กับประชาชนที่ผ่านไปผ่านมาได้กินแบบร้อน ๆ และตอนนี้เข้าสู่หน้าหนาวทำให้ขายดีเป็นพิเศษ จนทางร้านย่างขายกันแทบไม่ทันเลยทีเดียว

ขณะเดียวกัน ก็มีลูกค้าจากต่างพื้นที่มาติดต่อขอให้ทางร้านทำไส้กรอกแบบสดส่งให้ เพื่อนำกลับไปขายในพื้นที่ในช่วงฤดูหนาวเพิ่มขึ้นด้วย นายอุดมฯ กล่าวว่า ในช่วงนี้อากาศกำลังหนาวเย็น ทำให้ไส้กรอกย่างร้อน ๆ ขายดีเป็นพิเศษ

ม.มหิดล จับมือ อินโนบิก ผลิตซอสจากผัก ทานพอเหมาะ ลดเสี่ยงรับสารก่อมะเร็ง

สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล จับมือ อินโนบิก ผลิตและจำหน่ายซอสจากผัก ภายใต้โครงการวิจัย ‘ซอสซ่อนผัก’ นวัตกรรมทางเลือกเพื่อสุขภาพ

สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด ร่วมลงนามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิเพื่อผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากงานวิจัย ‘ซอสซ่อนผัก’ และ ‘ซอสซ่อนผักสูตรเด็ก’ นวัตกรรมคิดค้นและพัฒนาโดยนักวิจัย สถาบันโภชนาการ อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น วิตามิน, แร่ธาตุ เพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ และใยอาหาร เป็นทางเลือกให้กับผู้ที่มีปัญหาเรื่องการบดเคี้ยว และเด็ก ๆ ที่อาจไม่ชอบรับประทานผักได้มีสารอาหารที่เพียงพอ รวมถึงยังเป็นทางเลือกสำหรับคนรักสุขภาพอีกด้วย 

สำหรับงานวิจัย ‘ซอสซ่อนผัก’ นั้น ได้รับการยอมรับโดยได้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการในต่างประเทศ จากผลการทดสอบในกลุ่มผู้นิยมบริโภคอาหารปิ้งย่าง เพื่อศึกษาการกำจัดสารก่อมะเร็งออกจากร่างกาย ที่มักปนมากับส่วนที่ไหม้เกรียมจากการปิ้งย่าง พบว่าการรับประทานซอสซ่อนผักในปริมาณพอเหมาะ จะสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการได้รับสารก่อมะเร็งได้อีกด้วย

ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และประธานกรรมการ บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด เปิดเผยว่า อินโนบิก (เอเซีย) ดำเนินธุรกิจโภชนาการทางการแพทย์สำหรับผู้ป่วย และโภชนเภสัช โดยมุ่งเน้นการพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ร่วมกับพันธมิตรและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อส่งเสริมดูแลสุขภาพของผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม ให้มีโภชนาการที่ดีและป้องกันโรคต่างๆ  ที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรมการบริโภคตามวิถีชีวิตสมัยใหม่ ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อร่างกายในอนาคต 

ทั้งนี้ เรื่องโภชนาการถือเป็นสาเหตุหลักของความมั่นคงทางด้านสุขภาพและอาหารที่อินโนบิกให้ความสำคัญ การร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญที่มีศักยภาพด้านการวิจัยอย่าง สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดลครั้งนี้ เป็นการต่อยอดนวัตกรรมงานวิจัยที่ได้รับการยอมรับจากต่างประเทศ สู่การสร้างผลิตภัณฑ์ของคนไทย โดยมีแผนการผลิตซอสสูตรต้นตำรับและสูตรสำหรับเด็กที่เหมาะสมในแต่ละช่วงวัย นำร่องจำหน่ายผลิตภัณฑ์บรรจุในรูปแบบซอง ตั้งเป้าออกสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ในไตรมาสที่ 3 ปี 2566 เพื่อเพิ่มทางเลือกการทานอาหารให้กับคนไทยทุกวัย ให้ได้รับประโยชน์ ถูกปาก และสะดวกต่อการรับประทาน อีกทั้งวัตถุดิบในการผลิตซอสซ่อนผักนั้น ยังเป็นผลผลิตจากเกษตรกรไทย ถือเป็นการช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมการเกษตรของประเทศไทย

รองศาสตราจารย์ ดร. ชลัท ศานติวรางคณา ผู้อำนวยการสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ผลงานวิจัย ‘ซอสซ่อนผัก’ โดยรองศาสตราจารย์ ดร.ทพญ. ดุลยพร ตราชูธรรม อาจารย์ประจำสถาบันโภชนาการ ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดล เกิดจากโจทย์วิจัยว่า ปัจจุบันคนไทยมีพฤติกรรมส่วนใหญ่กินผักผลไม้ไม่เพียงพอ คือ กินผักผลไม้ไม่ถึง 5 ส่วนต่อวันหรือไม่ถึง 400 กรัมต่อวัน ตามที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ จากผลสำรวจพบว่ามีคนไทยเพียงประมาณ 4 ใน 10 คน ที่กินผักผลไม้เพียงพอตามเกณฑ์แนะนำในแต่ละวัน ขณะที่เด็กวัยเรียนเพียง 2-3 คน จาก 10 คนเท่านั้นที่กินผักและผลไม้เพียงพอ ซึ่งการจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้หันมากินผักผลไม้มากขึ้นเป็นเรื่องไม่ง่ายนัก การนำผลิตภัณฑ์อาหารที่คนนิยมรับประทานอยู่แล้วมาพัฒนาต่อยอด เพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ ดังเช่น ในรูปของซอสที่สามารถรับประทานได้กับอาหารประเภทต่าง ๆ ได้หลากหลาย จึงเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับคนไม่ชอบกินผัก โดยเฉพาะเด็กเล็ก หรือผู้สูงวัยที่มีปัญหาการบดเคี้ยว ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นตัวอย่างความร่วมมือของสถาบันโภชนาการกับภาคเอกชน เพื่อทำให้ผลงานการวิจัยด้านอาหารและโภชนาการสามารถขยายผลสู่วงกว้าง เข้าถึงประชาชนคนไทยได้ง่ายขึ้น

ขยายความเจริญ!! 'ลุงหนู' ไฟเขียว!! ร่างงบฯ ปี 67 แตะ 2.44 แสนล้านบาท ดันเมกะโปรเจ็กต์ หนุนแผนระบบขนส่งคมนาคม

‘อนุทิน’ นั่งหัวโต๊ะไฟเขียวร่างงบประมาณปี 67 กว่า 2.44 แสนล้านบาท ดันโครงการเมกะโปรเจ็กต์ หนุนแผนระบบขนส่งคมนาคม เร่งสรุปผลงบประมาณรายจ่าย ชงสำนักงบประมาณภายใน 27 ม.ค.นี้

24 ม.ค. 2566 – นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 คณะที่ 3.2 แผนงานบูรณาการพัฒนาด้านคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างคำของบประมาณบูรณาการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 แผนงานบูรณาการพัฒนาด้านคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ จำนวน 108 โครงการ วงเงินรวมทั้งสิ้น 244,505.6705 ล้านบาท โดยเป็นการบูรณาการร่วมกันของ 7 กระทรวง 26 หน่วยงาน

ทั้งนี้แบ่งเป็น เป้าหมายที่ 1 จำนวน 11 หน่วยงาน สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม (สปค.)กรมทางหลวง (ทล.) กรมทางหลวงชนบท (ทช.)กรมเจ้าท่า (จท.) กรมท่าอากาศยาน (ทย.) กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) (กรมการขนส่งทางราง (ขร.) สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) (การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) รวม 88 โครงการ วงเงิน 243,660.1700 ล้านบาท คิดเป็น 99.65% มีโครงการที่สำคัญ ได้แก่ โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) M6 บางปะอิน-สระบุรี-นครราชสีมา M81 บางใหญ่-กาญจนบุรี โครงการทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1065 สาย อ.พรานกระต่าย-พิษณุโลก

โครงการพัฒนาทาง และสะพานโครงข่ายทางหลวงชนบท สนับสนุนด้านคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ โครงการศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้าเชียงของ จ.เชียงราย โครงการศูนย์ขนส่งชายแดน จ.นครพนม โครงการปรับปรุงท่าอากาศยาน 16 แห่ง โครงการทางพิเศษ (ด่วน) สายกระทู้-ป่าตอง จ.ภูเก็ต โครงการทางหลวงพิเศษฉลองรัช ส่วนต่อขยาย ช่วงจตุโชติ-ลำลูกกา โครงการออกแบบรายละเอียดงานโยธาโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาค โครงการก่อสร้างทางรถไฟสายบ้านไผ่-มหาสารคาม-ร้อยเอ็ด-มุกดาหาร-นครพนม และสายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ เป็นต้น

สำหรับป้าหมายที่ 2 จำนวน 15 หน่วยงาน (จท.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงานสภาพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ (มว.) กรมวิชาการเกษตร กรมปศุสัตว์/กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ/กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน/สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) สถาบันพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ม.พะเยา ม.เชียงใหม่ ม.บูรพา และ ม.เทคโนโลยีราชมงคลล้านนา รวม 20 โครงการ วงเงิน 845.5005 ล้านบาท คิดเป็น 0.35% มีโครงการที่สำคัญ ได้แก่ โครงการพัฒนาและปรับปรุงระบบสารสนเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและการให้บริการประชาชนเพื่อรองรับงาน NSW

กระตุ้นเศรษฐกิจ! นครพนม เปิดตลาดถนนคนเดินหมู่บ้านวัฒนธรรม 8 ชนเผ่า 2 เชื้อชาติ วันแรกสุดคึกคัก!!

เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2566 ที่บริเวณหมู่บ้านวัฒนธรรม 8 ชนเผ่า 2 เชื้อชาติ ถนนชายโขง ริมฝั่งแม่น้ำโขงในเขตเทศบาลเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคักของประชาชนและนักท่องเที่ยวที่ทราบข่าวว่า สถานที่แห่งนี้จะมีการเปิดตลาดถนนคนเดินให้พ่อค้าแม่ขายได้ ได้นำสินค้าพื้นเมือง สินค้าโอทอป สินค้าเกษตรจากชุมชนมาจำ หน่ายในทุกวันพฤหัสบดี เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน ทั้งยังเป็นการสร้างการรับรู้ให้ประชาชนทั่วไป และนักท่องเที่ยว ได้รู้จักกับบ้านโบราณวิถีชีวิตชนเผ่าของจังหวัดนครพนม ที่มีการจัดสร้างขึ้นด้วยความสวยงามตามแบบวิถีชีวิต 8 ชนเผ่า เพื่อแสดงให้เห็นถึง เอกลักษณ์ อัตลักษณ์ และประเพณีวัฒนธรรมของแต่ละชนเผ่า

โดยก่อนทำพิธีเปิดได้มีการจัดการแสดงศิลปวัฒนธรรมของแต่ละชนเผ่าให้ผู้ที่มาร่วมงานได้รับชมเป็นการสร้างความประทับใจ ทั้งศิลปะการแสดงแสกเต้นสากและการรำของแต่ละชนเผ่า จากนั้นจึงได้แยกย้ายกันไปเยี่ยมชมและจับจ่ายซื้อหาสินค้า ที่พ่อค้าแม่ค้า 12 อำเภอ นำมาวางจำหน่ายรวมกันกว่า 102 ร้าน ซึ่งมีให้เลือกทั้งของรับประทานอาหารพื้นถิ่น, เครื่องดื่ม, พืชผัก, ผลไม้, เสื้อผ้า, เครื่องแต่งกาย, ของฝาก, ของที่ระลึก และอื่น ๆ อีกมากมาย

นายวันชัย จันทร์พร ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม เปิดเผยว่า ในการเปิดตลาดถนนคนเดินหมู่บ้านวัฒนธรรม 8 ชนเผ่า 2 เชื้อชาติ นครพนม ครั้งแรกในวันนี้ ตอนแรกคาดการณ์กับนายนิวัต เจียวิริยบุญญา นายกเทศมนตรีเทศ บาลเมืองนครพนม ไว้ว่าคงมีประชาชนและนักท่องเที่ยว มาเดินชมและจับจ่ายสินค้าประมาณ 300 – 400 คน เท่านั้น แต่กับผิดคาดไปมาก เพราะตั้งแต่เริ่มตั้งร้านก็มีผู้ที่สนใจมาเลือกซื้อหาสินค้ากันเรื่อย ๆ กระทั่งเวลาเปิดงานก็มีประชาชนและนักท่องเที่ยวเต็มพื้นที่ จึงถือเป็นปฐมฤกษ์ที่ดีสำหรับการเปิดตลาดในวันแรก

ปตท. ผุด ‘on-ion’ สถานีชาร์จไฟรถยนต์ EV เต็มรูปแบบ นำร่อง 17 สาขา ศูนย์การค้าเซ็นทรัล

ออน-ไอออน เปิดให้บริการสถานีชาร์จไฟ EV ด้วยพลังงานสะอาดอย่างเต็มรูปแบบแล้ววันนี้ ในศูนย์การค้าเซ็นทรัล 17 สาขา พร้อมเชื่อมต่อความสุข ให้ทุกการเดินทางไม่สะดุด ด้วยจุดบริการทั่วไทย

เมื่อวานนี้ (18 ม.ค. 66) นายเชิดชัย บุญชูช่วย รองกรรมการผู้จัดการใหญ่นวัตกรรมและธุรกิจใหม่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย นายโทรณ หงศ์ลดารมภ์ Head of EV Charger Business บริษัท อรุณ พลัส จำกัด (ARUN PLUS) ร่วมพิธีเปิดให้บริการสถานีอัดประจุสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ภายใต้แบรนด์ ออน-ไอออน (on-ion EV Charging Station) ในพื้นที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พร้อมให้บริการชาร์จไฟแก่รถยนต์ไฟฟ้าด้วยพลังงานสะอาด เชื่อมต่อความสุข เดินทางไม่สะดุด จุดบริการทั่วไทย ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว กรุงเทพฯ 

on-ion EV Charging Station พร้อมให้บริการเต็มรูปแบบในพื้นที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล 17 สาขาได้แก่ เซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัลปิ่นเกล้า, เซ็นทรัลเฟสติวัล เชียงใหม่, เซ็นทรัลเชียงใหม่ แอร์พอร์ต, เซ็นทรัล อยุธยา, เซ็นทรัลบางนา, เซ็นทรัล พระราม 2, เซ็นทรัล วิลเลจ สุวรรณภูมิ, เซ็นทรัล เวสต์เกต, เซ็นทรัล อุดรธานี, เซ็นทรัล อีสต์วิลล์, เซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ, เซ็นทรัล ศาลายา, เซ็นทรัล ลาดพร้าว, เซ็นทรัล โคราช, เซ็นทรัล พระราม 3 และ เซ็นทรัล พระราม 9 และพร้อมให้บริการอีก 20 สาขาทั่วประเทศเร็ว ๆ นี้ 


© Copyright 2022, All rights reserved. Esan Time Thailand
Take Me Top